วันนี้คงไม่มีผู้บริหารคนใดที่ไม่ได้ใช้ Generative AI ในการทำงาน อย่างน้อยที่สุดก็คงเป็นการใช้ AI ช่วยสืบค้นข้อมูลและสาระในเรื่องต่างๆ
ถ้าวันนี้ AI เก่งขึ้นมี GPT-5 ก็ต้องมีผู้บริหารเวอร์ชันห้าให้เท่าเทียมกัน จะแสดงให้คนต่อใครเห็นว่าฉันเป็นผู้บริหารเวอร์ชันใหม่ที่เป็นผู้นำในการพลิกโฉม AI ขององค์กรก็ต้องแสดงสมรรถนะการใช้งาน Generative AI ให้ปรากฏด้วยหลัก 3 ประการดังนี้

1.“ถามตรงเป้า" (Ask Clearly) คือ ชี้เป้าหมายที่ต้องการให้ AI ช่วยทำให้ชัดเจน ต้องการอะไร ใช้กับใครและต้องการคำตอบในรูปแบบใด เพื่อให้ได้สาระเพื่อประกอบการตัดสินใจ ไม่ใช่แค่ได้ข้อมูลเพิ่มเติมขึ้นมาเหมือนกับการสืบค้นข้อมูลจากกูเกิลเท่านั้น เริ่มจากเป้าหมายหลัก เริ่มที่ Big Picture อย่าถามว่า “ให้สรุปแนวทางการพลิกโฉมดิจิทัล” แต่ให้ถามว่า “ต้องการข้อเสนอในการพลิกโฉมดิจิทัล เพื่อขออนุมัติจากคณะกรรมการบริษัท”
แต่ถ้ามีเป้าหมายไปที่ผู้ปฏิบัติงาน คำตอบจาก AI จะมุ่งไปที่ขั้นตอนการนำไปปฏิบัติจริง ยิ่งบอกชัดว่าต้องการสาระนั้นสำหรับผู้ใด คำตอบที่ได้จะเจาะจงมากขึ้นเท่านั้น ควรกำหนดกรอบเวลาที่ต้องการใช้งานคำตอบที่ได้มานั้น จะใช้เป็นแผนรับมือสถานการณ์ในระยะสั้น หรือจะใช้เป็นแผนกลยุทธ์ระยะห้าปี สิบปี
ถ้าจะให้สมกับเป็นผู้บริหารเวอร์ชันห้า อย่าถามมากความเพื่อให้ได้เพียงแค่ข้อมูลที่มากขึ้น แต่ให้ตั้งคำถามที่ได้ข้อมูลสาระที่นำไปตัดสินใจได้เร็วที่สุด เช่น เรื่องใดที่มีผลกระทบมากที่สุด ความเสี่ยงสำคัญคืออะไร มีทางเลือกอื่นที่ลงทุนน้อยกว่าหรือไม่
2.“ใช้เป็นคู่คิด ไม่ใช่ผู้ตัดสินใจ" (Use AI as partner, NOT decider) ต้องการเน้นว่า AI เป็น “ที่ปรึกษา” ไม่ใช่ “ผู้ตัดสินใจ” ถามที่ปรึกษา เพื่อมองในหลากหลายมุม (Multiple Perspectives) ลองให้ AI ช่วยเสนอทางเลือกสักสองสามทาง พร้อมบอกว่าแต่ละทางเลือกนั้นมีข้อดี ข้อเสียอย่างไรบ้าง หรืออาจให้ช่วยค้นหาความเสี่ยง หรือโอกาสที่เราอาจมองข้ามไป เพราะ AI ช่วยดูในรายละเอียดได้ดีกว่ามาก
ถ้าเรามีหลายสมมุติฐานในเรื่องนั้น อาจให้ AI ช่วยคิดว่า ถ้าสมมุติฐานเหล่านั้นเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ถ้าไม่เป็นจริงตามสมมุติฐานจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าบ้านเมืองมีผู้นำที่ฉลาดหลักแหลมจะเจริญก้าวหน้าได้อย่างไร ถ้าผู้บริหารอ่อนด้อยความฉลาด บ้านเมืองจะเจริญได้หรือไม่ ด้วยหนทางใดบ้าง ระลึกไว้เสมอว่า ผู้บริหารใช้ AI ช่วยคิดแทนในบางส่วน แต่ผู้บริหารต้องเป็นคนตัดสินใจจากสาระคำตอบที่ได้มานั้น
3.“บรีฟให้ครบ จะได้งานตรงใจ" (Brief fully, get results that fit) เน้นความสำคัญของบริบทที่มีต่อคำตอบที่จะได้จาก AI ใช้ AI ต้องบอกบริบทให้ครอบคลุมเช่นเดียวกับที่เสียเงินไปจ้างที่ปรึกษามาช่วยงาน จ้างมาเพื่อให้ช่วยหาทางให้เราบรรลุเป้าหมาย ไม่ได้จ้างมาเพื่อให้มาบอกข้อมูลเรื่องนั้น
บอกว่าให้ AI ช่วยทำคำชี้ชวนลงทุนที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับนักลงทุน เราต้องการคำชี้ชวนการลงทุนที่นักลงทุนอ่านแล้วเกิดความเชื่อถือ ไม่ใช่แค่มีข้อมูลสำหรับการชี้ชวนให้ลงทุน เรื่องใดไม่อยากรู้ก็บอกให้ชัด เพื่อตีกรอบสาระที่ AI จะช่วยตอบให้ ถ้าทำเฉพาะตลาดในประเทศ ก็ตีกรอบไว้ว่า ไม่ต้องเจาะลึกในเรื่องตลาดโลก เรามีข้อมูลสาระอะไรอยู่แล้วบ้างก็บอกไปว่า ให้ AI ต่อยอดจากสาระที่เรามี ไม่ต้องสรุปซ้ำให้เราอีก
บริบทเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้น ควรถามสอบทานเพื่อให้มั่นใจว่า AI ได้บริบทตามที่เราต้องการใช้ในการให้ช่วยหาคำตอบครบถ้วน และสอดคล้องกับที่ตั้งใจไว้ การสอบทานให้ดูจากคำตอบจาก AI ว่าสอดคล้องกับที่เราเคยรับรู้มามากน้อยเพียงใด ทำไมจึงมีความแตกต่างเกิดขึ้น อะไรที่เป็นเรื่องสำคัญเท่าที่เราทราบขาดหายไปบ้าง ที่สำคัญมากๆ คือ เราต้องการข้อมูลและสาระใดเพิ่มเติมบ้างในการที่จะยืนยันความถูกต้องของคำตอบที่ AI ให้มา
ถ้าอยากฝึกตนเองให้เก่งในการใช้งาน AI ตามหลักการสามประการนี้ เริ่มต้นจากเรื่องใกล้ตัวคือ ทำความเข้าใจกับการงานของเราให้กระจ่างแจ้ง หาความรู้เกี่ยวกับบริบทที่เกี่ยวข้องอย่างครอบคลุมเพียงพอ ตามมาด้วยการปรับนิสัยจากที่ชอบบังคับบัญชา มาเป็นร่วมงานกันทำ สั่งการ AI ไม่อาจได้คำตอบที่ต้องการในทันใด ต้องทำงานร่วมกัน ถามไป ตอบมา ถามเพิ่มตอบเพิ่ม จนกว่าจะได้คำตอบที่ใช้ประโยชน์ได้จริง คิดวิเคราะห์ตลอดเวลาที่ใช้ AI อย่าเผลอไปเชื่อ AI โดยไม่ตรึกตรองให้รอบคอบ
AI ยุคใหม่ ไร้ประโยชน์สำหรับผู้บริหารยุคเก่า แต่ทุกคนปรับตัวให้เป็นเวอร์ชันใหม่ได้เสมอ
เครดิต : https://www.bangkokbiznews.com/tech/gadget/1195607